ข้อเข่าเสื่อม...ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อเสมอไปโรงพยาบาลพระรามเก้า ชูเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดพร้อมแนวคิด Personalized Knee Treatment ยกระดับการรักษาเฉพาะบุคคล
ข้อเข่าเสื่อม...ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อเสมอไปโรงพยาบาลพระรามเก้า ชูเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดพร้อมแนวคิด Personalized Knee Treatment ยกระดับการรักษาเฉพาะบุคคล
"ข้อเข่าเสื่อม...ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อเสมอไป" คือแนวคิดการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน ที่มุ่งเลือกแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยโรงพยาบาลพระรามเก้านำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและแนวคิด Personalized Knee Treatment มายกระดับการรักษา เพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด ช่วยคงโครงสร้างข้อเข่าที่แข็งแรงไว้ให้มากที่สุด พร้อมฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงธรรมชาติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รศ.นพ.พฤกษ์ ไชยกิจ หัวหน้าศูนย์รักษ์ข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ “โรคข้อเข่าเสื่อม” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเผชิญกับอาการปวดเข่า เดินลำบาก เคลื่อนไหวได้จำกัด และสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยในปัจจุบันยังพบผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มวัยทำงานอายุ 30–40 ปีมีเพิ่มมากขึ้น จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก และภาวะน้ำหนักเกิน หลายคนยังเข้าใจผิดว่าอาการปวดเข่าเป็นเรื่องปกติของอายุ จึงปล่อยให้อาการรุนแรงขึ้นจนพลาดโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ แพทย์จะประเมินระยะของโรค ตำแหน่งที่เกิดการเสื่อม ลักษณะทางกายวิภาค รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การรักษาแบบประคับประคอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา การใช้ยา การฉีดสารหล่อลื่น การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet-Rich Plasma: PRP) ไปจนถึงการผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
รศ.นพ.พฤกษ์ ให้ข้อมูลต่อว่า โรงพยาบาลพระรามเก้า นำแนวคิด Personalized Knee Treatment ภายใต้หลักการรักษาแบบ Patient-Specific Treatment มาใช้ในการดูแลผู้ป่วย โดยประเมินโครงสร้างข้อเข่า ระดับความเสื่อม อายุ และการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากข้อเข่าของแต่ละคนมีลักษณะทางกายวิภาคแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้แนวทางการรักษาแบบเดียวกับผู้ป่วยทุกคน (One Size Fits All) เป้าหมายสำคัญคือการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด พร้อมคงรักษากระดูก เอ็น และโครงสร้างข้อเข่าส่วนที่ยังแข็งแรงไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงธรรมชาติ
สำหรับผู้ป่วยที่มีการเสื่อมเฉพาะบางตำแหน่งของข้อเข่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Partial Knee Replacement) เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยรักษาโครงสร้างข้อเข่าปกติไว้ได้มากกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงข้อเข่าตามธรรมชาติ และเหมาะกับผู้ที่ยังใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงหรือมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดลักษณะนี้ต้องอาศัยความแม่นยำสูงมาก ขณะที่ผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมลุกลามทั่วทั้งข้อ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Replacement) ยังคงเป็นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว
รศ.นพ.พฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์สามารถควบคุมความละเอียดของการตัดกระดูกได้ถึงระดับประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ด้วยหัวกรอกระดูก (Burr) ซึ่งละเอียดกว่าการใช้ใบเลื่อยแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังมีระบบความปลอดภัย (Boundary Setting) ที่จะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติ หากเครื่องมือเคลื่อนออกนอกขอบเขตที่กำหนดไว้ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นเลือด เส้นประสาท และเนื้อเยื่อสำคัญรอบข้อเข่า ส่งผลให้การวางตำแหน่งข้อเข่าเทียมมีความแม่นยำมากขึ้น เพิ่มความสมดุลของข้อเข่า ลดความคลาดเคลื่อนของการผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดี พร้อมกลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงข้อเข่าตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับการใช้งานข้อเข่า น้ำหนักตัว และโครงสร้างของร่างกาย โดยพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชายประมาณ 3–4 เท่า เนื่องจากมีมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่า ทำให้รองรับแรงกระแทกบริเวณข้อเข่าได้น้อยกว่า ดังนั้น หากเริ่มมีอาการปวดเข่าต่อเนื่องเกิน 1–2 สัปดาห์ หรืออาการปวดส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรปล่อยไว้จนเข้าสู่ระยะสุดท้าย เพราะการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา และในหลายกรณีอาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด
รศ.นพ.พฤกษ์ กล่าวปิดท้ายว่า การดูแลสุขภาพข้อและกระดูกไม่ควรเริ่มต้นเมื่อมีอาการเจ็บปวด แต่ควรเริ่มจากการป้องกันด้วยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า เพราะหากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาและลดโอกาสเกิดความพิการในอนาคต
นอกจากโรคข้อเข่าเสื่อมแล้ว ผู้สูงอายุยังควรให้ความสำคัญกับสุขภาพกระดูกโดยรวม โดยเฉพาะภาวะกระดูกสะโพกหัก ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และมีอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปีสูงถึงประมาณร้อยละ 30 หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แนวทางการรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการผ่าตัดโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน 12–24 ชั่วโมง ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง เช่น ปอดบวม แผลกดทับ และการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ขณะเดียวกัน การได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่ได้รับแสงแดดน้อย รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนและการเสื่อมของข้อในระยะยาว
โรงพยาบาลพระรามเก้ามุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาโรคกระดูกและข้ออย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ลดความเจ็บปวด ลดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ฟื้นฟูการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย

Post a Comment