อปท.เหนือสานพลังลดอุบัติเหตุเน้น “4 สร้าง ทางรอด” เพื่อถนนปลอดภัย
อปท.เหนือสานพลังลดอุบัติเหตุ
เน้น “4 สร้าง ทางรอด” เพื่อถนนปลอดภัย
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเหนือ เปิดเวที "4 สร้างทางรอด" สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบสร้างคน สู่ถนนปลอดภัย ยกระดับความปลอดภัยทางถนน ชี้การจัดการที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศูนย์ประสานงานเครือข่ายเฉพาะประเด็นอำเภอขับขี่ปลอดภัย (ศปง.) และเครือข่ายประกอบด้วย เทศบาลตำบลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก, เทศบาลตำบลน้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี และ อบต.หนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีบูรณาการสานพลังสร้างความปลอดภัยทางถนน ภายใต้หัวข้อ "4 สร้าง ทางรอด : สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบสร้างคน สู่ถนนปลอดภัย" โดยมี นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมอิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดพิษณุโลก
ในงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 450 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และอาสาสมัคร ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ลำพูน อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ตาก และเพชรบูรณ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนากลไกการจัดการและสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ร.ต.ต.สุชาติ กลิ่นสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง ในฐานะตัวแทนศูนย์ประสานงานเครือข่ายเฉพาะประเด็นอำเภอขับขี่ปลอดภัย (ศปง.) 3 พื้นที่ กล่าวรายงานว่า เวทีนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อปี พ.ศ. 2566 ระหว่างเทศบาลตำบลวังทอง เทศบาลตำบลน้ำซึม และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม ร่วมกับ สำนัก 3 สสส. เพื่อจัดการความปลอดภัยทางถนนในระดับท้องถิ่น ผ่านยุทธศาสตร์ "4 สร้างทางรอด" ที่มุ่งเน้นการสร้างกลไกข้อมูล สร้างสภาพแวดล้อมและคน สร้างนวัตกรรม และสร้างนโยบายสาธารณะ
" ปัจจุบันเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้ดำเนินการบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ด้านแล้ว ดังนั้นการจัดเวที “4 ทางรอด” นี้ จึงเป็นการสร้างความร่วมมือของเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง" นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง กล่าว
จากความสำเร็จในระดับท้องถิ่นดังกล่าว ได้รับการตอบรับและสนับสนุนอย่างเต็มที่จากระดับจังหวัด โดย นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ประธานในพิธี กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การคมนาคม การค้า และการลงทุน ทำให้มีผู้คนจากภายนอกเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทั้งบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดการพิการหรือทุพพลภาพ ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ยังได้กล่าวชื่นชมการจัดเวทีครั้งนี้ว่า เป็นการนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบทั้ง 3 แห่ง จากพิษณุโลก อุทัยธานี และลำพูน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานที่ดี พร้อมเน้นย้ำว่าการป้องกันอุบัติเหตุคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสีย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด "นโยบายนำ กลไกหนุน สานพลังภาคีสู่ปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยทางถนน" พร้อมขอบคุณกองทุน สสส. คณะผู้บริหาร ภาคีเครือข่าย และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน
จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้มอบแนวทาง 4 ประเด็นหลักสู่การปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนโดยใช้ข้อมูลสถิติวิเคราะห์จุดเสี่ยง การขับเคลื่อนผ่านกลไกศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนทุกระดับ การสานพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่เยาวชน และการลงพื้นที่ปฏิบัติจริงเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
" ผมเชื่อมั่นว่าหากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เดินหน้าด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน จะสามารถลดความสูญเสีย และก้าวสู่การทำงานบูรณาการต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนได้อย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ ถนนปลอดภัย คนไทยปลอดภัย" รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกกล่าว
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับกรอบการทำงานของ สสส. ที่ให้การสนับสนุนเครือข่ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดย ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายตั้งแต่ปี 2566 ว่า สสส.เน้นการจุดประกายและดึงขีดความสามารถของชุมชนมาสร้างระบบที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชน โดยมีประเด็นการจัดการความปลอดภัยทางถนนเป็นหนึ่งในแกนสำคัญ ผ่านการดึง 4 องค์กรหลัก ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล
ดร.นิสา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่ยังห่างไกลจากเป้าหมายในแผนแม่บท โดยอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเพศชาย และอยู่ในอันดับต้นๆ ของเพศหญิง ซึ่งทุกคนล้วนมีบทบาทในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว
สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ดร.นิสาได้อธิบายแนวทางผ่านกรอบ "3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ที่ต้องบูรณาการทั้งนโยบายจากส่วนต่างๆ องค์ความรู้จากหน่วยงานสนับสนุน และการลงมือปฏิบัติของภาคีในพื้นที่ โดยใช้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นแกนหลักในการบูรณาการงบประมาณและแผนงาน ควบคู่กับระบบข้อมูลเฝ้าระวังความเสี่ยง เช่น ระบบติดตามสถิติรายวันในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และจัดการปัญหาได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ดร.นิสา ยังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนระยะยาว ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ "4 สร้าง ทางรอด สู่ถนนปลอดภัย" โดยเน้นการปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่ปฐมวัยผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้งบประมาณจากกองทุน สปสช. และยกตัวอย่างความยืดหยุ่นของระบบที่ได้สร้างขึ้น เช่น ที่อำเภอวังทองที่สามารถนำโครงสร้างเดิมไปรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว
"การจัดการความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ" ดร.นิสากล่าวสรุป
ด้าน นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชน พื้นที่ภาคเหนือ กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ว่า ความยั่งยืนทางถนนไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่พื้นที่สามารถร้อยเรียงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือ มีกลไกขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง จัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย มีระบบบริการและสวัสดิการคอยดูแล และมีชุมชนที่ตระหนักรู้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือ "วิถีชุมชน" ที่ต้องบ่มเพาะและรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ถนนปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างแท้จริง

Post a Comment